การวิเคราะห์ทางเทคนิค

Fibonacci Retracement วิธีใช้ในการเทรด Forex

คู่มือ Fibonacci Forex ฉบับสมบูรณ์ เข้าใจระดับ Fibonacci สำคัญ วิธีตี fib บนกราฟ และวิธีหาจุดเข้าออกอย่างเป็นระบบ

SW
สมชาย วงศ์กิจกุล
· 11 นาที· ✓ ตรวจสอบล่าสุด: สิงหาคม 2026
💡สรุปประเด็นสำคัญ
  • Fibonacci Retracement คือเครื่องมือหาระดับแนวรับแนวต้านที่ราคามักย่อกลับก่อนไปต่อตามเทรนด์
  • ระดับ Fibonacci สำคัญ ได้แก่ 23.6%, 38.2%, 50%, 61.8% (Golden Ratio) และ 78.6%
  • เทรนด์ขาขึ้นลากจาก swing low ไป swing high ส่วนขาลงลากกลับทิศทาง
  • จุดเข้าที่ดีมักเกิดเมื่อระดับ fib ซ้อนทับกับแนวรับแนวต้านหรือสัญญาณ price action (confluence)
  • Fibonacci ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ต้องใช้ร่วมกับการบริหารความเสี่ยงเสมอ
ℹ️
เหมาะสำหรับใคร: บทความนี้เขียนสำหรับนักเทรดมือใหม่ถึงระดับกลางที่ต้องการเข้าใจ Fibonacci Forex อย่างเป็นระบบ พร้อมตัวอย่างการตีเส้นบนกราฟจริงและแนวทางตั้งจุดเข้าออกที่นำไปใช้ได้ทันที

Fibonacci Retracement คือ

Fibonacci Retracement คือเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ใช้หาระดับราคาที่มีแนวโน้มเป็นแนวรับหรือแนวต้าน โดยลากเส้นจากจุดต่ำสุดไปจุดสูงสุดของแนวโน้ม แล้วโปรแกรมจะสร้างเส้นแนวนอนที่ระดับ 23.6%, 38.2%, 50%, 61.8% และ 78.6% เพื่อคาดการณ์จุดที่ราคาจะย่อตัวก่อนไปต่อ ในโลกของ fibonacci forex เครื่องมือนี้ช่วยให้นักเทรดหาจุดเข้าซื้อขายได้อย่างมีเหตุผล

Fibonacci Retracement คืออะไร

หากคุณเพิ่งเริ่มศึกษา fibonacci forex คำถามแรกที่ต้องเข้าใจให้ชัดคือ fibonacci retracement คือ อะไรกันแน่ คำว่า Retracement (รีเทรซเมนต์) แปลตรงตัวว่า "การย่อกลับ" ซึ่งหมายถึงช่วงที่ราคาเคลื่อนที่สวนทางกับแนวโน้มหลักชั่วคราว ก่อนที่จะกลับไปวิ่งตามทิศทางเดิม เครื่องมือ Fibonacci Retracement จึงถูกออกแบบมาเพื่อวัดว่าราคาน่าจะย่อกลับไปลึกแค่ไหน ก่อนที่แรงซื้อหรือแรงขายเดิมจะกลับเข้ามาผลักดันราคาต่อ

ที่มาของตัวเลขเหล่านี้ย้อนกลับไปถึงนักคณิตศาสตร์ชาวอิตาลีชื่อ Leonardo of Pisa หรือที่รู้จักกันในชื่อ Fibonacci ในศตวรรษที่ 13 เขาได้เผยแพร่ลำดับตัวเลขที่เริ่มจาก 0 และ 1 แล้วบวกสองตัวก่อนหน้าเข้าด้วยกันเรื่อย ๆ ได้เป็น 0, 1, 1, 2, 3, 5, 8, 13, 21, 34, 55, 89 ไปไม่รู้จบ สิ่งที่น่าทึ่งคือเมื่อนำตัวเลขตัวหนึ่งหารด้วยตัวถัดไป ผลลัพธ์จะเข้าใกล้ 0.618 เสมอ และเมื่อหารด้วยตัวที่อยู่ถัดไปอีกสองตำแหน่ง จะได้ราว 0.382 อัตราส่วนเหล่านี้ปรากฏซ้ำในธรรมชาติ ตั้งแต่การเรียงตัวของกลีบดอกไม้ เกลียวหอย ไปจนถึงโครงสร้างกาแล็กซี

นักเทรดสังเกตว่าตลาดการเงินซึ่งขับเคลื่อนด้วยจิตวิทยาหมู่ของมนุษย์ ก็มักเคารพอัตราส่วนเหล่านี้เช่นกัน เมื่อราคาพุ่งขึ้นแรง ๆ แล้วเริ่มย่อ นักเทรดจำนวนมากทั่วโลกต่างจับตาระดับ Fibonacci เดียวกัน ทำให้เกิดคำสั่งซื้อขายกระจุกตัวอยู่บริเวณนั้น กลายเป็นแนวรับแนวต้านที่ "สร้างขึ้นเอง" จากพฤติกรรมหมู่ นี่คือเหตุผลว่าทำไม fib forex จึงยังได้รับความนิยมแม้เวลาจะผ่านมาหลายร้อยปี

สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจตั้งแต่ต้นคือ Fibonacci Retracement เป็นเครื่องมือเชิงความน่าจะเป็น ไม่ใช่สูตรวิเศษ มันบอกเราว่า "โซนไหนน่าจับตา" แต่ไม่ได้รับประกันว่าราคาจะกลับตัวที่ระดับใดระดับหนึ่งเป๊ะ ๆ การมองมันเป็นแผนที่ที่ช่วยจัดระเบียบความคิด จะทำให้คุณใช้เครื่องมือนี้ได้อย่างมีวินัยมากกว่าการคาดหวังผลลัพธ์ตายตัว หากต้องการภาพรวมของศาสตร์นี้ทั้งหมด แนะนำให้อ่าน การวิเคราะห์ทางเทคนิค Forex ประกอบด้วย

ระดับ Fibonacci สำคัญที่ต้องรู้จัก

หัวใจของการใช้ fibonacci forex อยู่ที่การเข้าใจว่าแต่ละระดับ Fibonacci มีความหมายและน้ำหนักต่างกันอย่างไร ระดับที่โปรแกรมกราฟส่วนใหญ่แสดงเป็นค่าเริ่มต้น มีดังนี้

ระดับ Fibonacci สำคัญและความหมายในการเทรด
ระดับ Fibonacciที่มาความสำคัญในการเทรด
23.6%ได้จากการหารตัวเลขในลำดับด้วยตัวที่อยู่ถัดไปสามตำแหน่งเป็นการย่อตื้น มักเกิดในเทรนด์ที่แข็งแรงมาก บ่งบอกว่าแรงเดิมยังหนาแน่น
38.2%ตัวเลขในลำดับหารด้วยตัวที่อยู่ถัดไปสองตำแหน่งระดับย่อปานกลางที่พบบ่อย ราคามักพักตัวหรือเด้งบริเวณนี้ในเทรนด์ที่ยังดี
50%ไม่ใช่ตัวเลข Fibonacci แท้ แต่เพิ่มมาจากทฤษฎี Dowจุดกึ่งกลางเชิงจิตวิทยา ราคามักย่อครึ่งหนึ่งของการวิ่งก่อนหน้าและกลับตัว
61.8%Golden Ratio หรืออัตราส่วนทองคำ จากการหารตัวติดกันในลำดับระดับที่ทรงพลังและถูกจับตามากที่สุด หากราคาย่อลึกถึงนี่แล้วกลับตัว มักเป็นจุดเข้าที่ดี
78.6%รากที่สองของ 61.8%ระดับย่อลึก ถือเป็นด่านสุดท้ายก่อนที่เทรนด์เดิมจะถูกตั้งคำถาม หากหลุดมักหมายถึงเทรนด์เปลี่ยน

ในบรรดาระดับทั้งหมด 61.8% หรือ Golden Ratio คือดาวเด่นของเครื่องมือนี้ อัตราส่วนทองคำนี้ปรากฏซ้ำในธรรมชาติและงานศิลปะมาแต่โบราณ ในตลาด Forex มันมักเป็นระดับที่แรงซื้อขายกลับเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ นักเทรดจำนวนมากตั้งคำสั่งรออยู่ที่นี่ ทำให้ระดับ 61.8% กลายเป็นแม่เหล็กราคาที่มีพลัง อย่างไรก็ตาม การที่ราคาย่อลึกถึง 61.8% ก็เป็นสัญญาณเตือนว่าแรงเทรนด์เดิมเริ่มอ่อนลง คุณจึงต้องหาสัญญาณยืนยันเพิ่มเติมเสมอ

ส่วนระดับ 50% แม้ในทางเทคนิคจะไม่ใช่ตัวเลข Fibonacci เพราะไม่ได้มาจากลำดับโดยตรง แต่ก็ถูกบรรจุไว้ในทุกเครื่องมือ เพราะสอดคล้องกับหลักการที่ว่าตลาดมักย่อกลับราวครึ่งหนึ่งของการเคลื่อนไหวก่อนหน้า นักเทรดสาย price action จำนวนมากถือว่าโซน 50% ถึง 61.8% คือ "โซนทองคำ" (golden zone) ที่ให้อัตราเสี่ยงต่อผลตอบแทนดีที่สุด เพราะเป็นบริเวณที่ราคาย่อลึกพอจะได้ราคาดี แต่ยังไม่ลึกจนเทรนด์พัง

วิธีตี Fibonacci บนกราฟ

เมื่อเข้าใจความหมายของแต่ละระดับแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการตีเส้น Fibonacci ให้ถูกต้อง เพราะการลากผิดทิศหรือเลือกจุดอ้างอิงผิด จะทำให้ทุกระดับที่ได้ไร้ความหมาย หลักการสำคัญคือ ต้องเลือกจุดกลับตัวที่ชัดเจน หรือที่เรียกว่า swing high (จุดสูงสุดของการแกว่ง) และ swing low (จุดต่ำสุดของการแกว่ง) ให้ถูกต้องก่อน

สำหรับเทรนด์ขาขึ้น (uptrend): ให้ลากเครื่องมือ Fibonacci จาก swing low ขึ้นไปยัง swing high กล่าวคือเริ่มจากจุดต่ำสุดที่ราคาเริ่มปรับตัวขึ้น ไปสิ้นสุดที่จุดสูงสุดก่อนที่ราคาจะย่อ ระดับ Fibonacci ที่ได้จะปรากฏเป็นแนวรับด้านล่าง เพื่อบอกว่าราคาน่าจะย่อลงมาถึงระดับใดก่อนเด้งกลับขึ้นไปต่อ

สำหรับเทรนด์ขาลง (downtrend): ให้ลากในทิศทางตรงกันข้าม คือจาก swing high ลงมายัง swing low เริ่มจากจุดสูงสุดที่ราคาเริ่มปรับตัวลง ไปสิ้นสุดที่จุดต่ำสุดก่อนที่ราคาจะเด้ง ระดับที่ได้จะกลายเป็นแนวต้านด้านบน บอกว่าราคาน่าจะเด้งขึ้นไปถึงระดับใดก่อนที่แรงขายจะกลับเข้ามากดราคาลงต่อ

ภาพด้านล่างแสดงตัวอย่างการตี Fibonacci ในเทรนด์ขาขึ้น สังเกตว่าราคาวิ่งขึ้นจากจุด swing low ไปทำ swing high จากนั้นย่อลงมาหาโซน 61.8% ซึ่งเป็นบริเวณที่แรงซื้อกลับเข้ามาผลักดันราคาขึ้นไปต่อ

การตี Fibonacci ในเทรนด์ขาขึ้น (Uptrend) 0% (High) 23.6% 38.2% 50% 61.8% 78.6% 100% (Low) Swing Low Swing High เด้งที่ 61.8% ลากจาก Low ไป High
ตัวอย่างการตี Fibonacci ในเทรนด์ขาขึ้น — ราคาย่อลงมาที่โซน 61.8% แล้วเด้งกลับ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในการตี fib คือการเลือก swing high และ swing low ที่ไม่ชัดเจน หรือใช้จุดที่เป็นเพียงสัญญาณรบกวน (noise) หลักปฏิบัติที่ดีคือ ให้เลือกจุดกลับตัวที่โดดเด่นและเห็นได้ชัดบนไทม์เฟรมที่คุณเทรด และควรลากครอบคลุมทั้งคลื่นหลักของการเคลื่อนไหว ไม่ใช่คลื่นเล็ก ๆ ระหว่างทาง หากตี fib บนไทม์เฟรมรายวันแล้วได้ระดับที่ตรงกับแนวรับแนวต้านสำคัญ ระดับนั้นจะยิ่งมีน้ำหนัก การฝึกอ่านโครงสร้างราคาให้แม่นจึงเป็นทักษะพื้นฐานที่ควรพัฒนาควบคู่กัน อ่านเพิ่มเติมได้ที่ Price Action Forex

★ ฝึกตี Fibonacci บนกราฟจริง

พร้อมทดลองตี Fibonacci บนกราฟจริง?

เปิดบัญชีกับ TradeQuo แล้วฝึกใช้เครื่องมือ Fibonacci บนแพลตฟอร์มที่มีสเปรดต่ำและกราฟความละเอียดสูง เหมาะกับการฝึกวิเคราะห์เทคนิค

เปิดบัญชีกับ TradeQuo →

วิธีเทรดด้วย Fibonacci อย่างเป็นระบบ

เมื่อตีเส้นเป็นแล้ว ขั้นต่อไปคือการแปลงระดับ Fibonacci ให้เป็นแผนการเทรดที่จับต้องได้ นี่คือส่วนที่แยกนักเทรดที่ใช้ fibonacci retracement forex ได้ผลออกจากคนที่แค่ลากเส้นเล่น หัวใจอยู่ที่สามองค์ประกอบ คือ การหาจุดเข้า การหา confluence และการตั้งจุดออก

1. หาจุดเข้า (Entry) ที่ระดับ retracement

แนวคิดพื้นฐานคือ "ซื้อเมื่อย่อในเทรนด์ขาขึ้น ขายเมื่อเด้งในเทรนด์ขาลง" เมื่อราคาย่อลงมาถึงระดับ Fibonacci ที่คุณจับตา เช่น 38.2%, 50% หรือ 61.8% ให้รอสัญญาณยืนยันว่าแรงเดิมกำลังกลับมา ไม่ควรเข้าออเดอร์ทันทีที่ราคาแตะเส้น แต่ควรรอให้เกิดสัญญาณ price action เช่น แท่งเทียนกลับตัว pin bar หรือ engulfing ที่ระดับนั้นก่อน วิธีนี้ช่วยกรองกรณีที่ราคาทะลุระดับลงไปต่อโดยไม่กลับตัว

2. ใช้ confluence กับแนวรับแนวต้าน

ระดับ Fibonacci จะทรงพลังขึ้นหลายเท่าเมื่อมันซ้อนทับกับปัจจัยอื่น เราเรียกการซ้อนทับนี้ว่า confluence (คอนฟลูเอนซ์ หรือจุดบรรจบของสัญญาณ) ตัวอย่างเช่น หากระดับ 61.8% บังเอิญตรงกับแนวรับเดิมที่ราคาเคยเด้งหลายครั้ง หรือตรงกับเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สำคัญ หรือเส้นแนวโน้ม ความน่าจะเป็นที่ราคาจะกลับตัวบริเวณนั้นก็สูงขึ้นมาก การมองหาจุด confluence คือทักษะที่ทำให้การเทรดด้วย fib แม่นยำขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แนะนำให้ศึกษาเรื่อง แนวรับแนวต้าน Forex ควบคู่ไปด้วย เพราะทั้งสองเครื่องมือเสริมกันได้อย่างลงตัว

3. ตั้ง Stop Loss และ Take Profit

การบริหารจุดออกสำคัญไม่แพ้จุดเข้า สำหรับ Stop Loss (SL) นิยมวางไว้เลยระดับ Fibonacci ถัดไปเล็กน้อย เช่น หากเข้าซื้อที่ 61.8% ให้ตั้ง SL ไว้ใต้ระดับ 78.6% หรือใต้ swing low เดิม เพราะหากราคาหลุดระดับเหล่านี้ แสดงว่าสมมติฐานเรื่องเทรนด์ของเราผิด ควรออกจากตลาดทันที การเผื่อระยะเล็กน้อยช่วยป้องกันการโดนไล่ปิดออเดอร์จากความผันผวนระยะสั้น

ส่วน Take Profit (TP) สามารถตั้งได้หลายวิธี วิธีที่ง่ายที่สุดคือตั้งเป้าที่ swing high เดิม (ในกรณีขาขึ้น) หรือใช้ Fibonacci Extension เพื่อหาเป้าหมายที่ไกลออกไป เช่น 127.2% หรือ 161.8% นักเทรดที่มีวินัยมักกำหนดอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (risk-reward ratio) อย่างน้อย 1:2 ก่อนเข้าออเดอร์ทุกครั้ง เพื่อให้แม้ชนะไม่ถึงครึ่งก็ยังทำกำไรได้ในระยะยาว หลักการบริหารเงินทุนเหล่านี้มีรายละเอียดครบถ้วนใน การบริหารความเสี่ยง Forex

ตัวอย่างแผนการเทรดที่สมบูรณ์อาจเป็นเช่นนี้ เมื่อ EUR/USD อยู่ในเทรนด์ขาขึ้นบนไทม์เฟรมรายวัน ราคาย่อลงมาที่ระดับ 61.8% ซึ่งตรงกับแนวรับเดิม จากนั้นเกิดแท่งเทียน bullish engulfing คุณจึงเข้าซื้อที่จุดปิดของแท่งนั้น ตั้ง SL ใต้ swing low และตั้ง TP ที่ swing high เดิม การมีเงื่อนไขครบทุกข้อก่อนเข้า จะช่วยให้คุณเทรดด้วยเหตุผลมากกว่าอารมณ์

ข้อควรระวังในการใช้ Fibonacci

แม้ Fibonacci จะเป็นเครื่องมือที่ทรงพลัง แต่นักเทรดจำนวนมากใช้มันผิดวิธีจนขาดทุน สิ่งแรกที่ต้องตอกย้ำคือ Fibonacci ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ราคาไม่ได้ "ต้อง" กลับตัวที่ระดับ Fibonacci เสมอไป มันเป็นเพียงเครื่องมือเชิงความน่าจะเป็นที่บอกโซนน่าจับตา หากคุณเทรดโดยเชื่อว่าราคาจะกลับตัวที่ 61.8% แน่นอน คุณกำลังตั้งความคาดหวังที่อันตราย

ข้อควรระวังประการต่อมาคือ ความเป็นอัตวิสัย (subjectivity) ในการเลือกจุด swing นักเทรดสองคนอาจลากเส้นบนกราฟเดียวกันแต่ได้ระดับต่างกัน เพราะเลือกจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดไม่เหมือนกัน ทางแก้คือกำหนดกฎของตัวเองให้ชัดเจนและทำตามอย่างสม่ำเสมอ เช่น ใช้เฉพาะ swing ที่เห็นชัดบนไทม์เฟรมหลัก และฝึกฝนจนการเลือกจุดกลายเป็นระบบ ไม่ใช่การเดา

ประการที่สาม อย่าใช้ Fibonacci เพียงลำพัง เครื่องมือนี้ให้ผลดีที่สุดเมื่อทำงานร่วมกับปัจจัยอื่น ไม่ว่าจะเป็นแนวรับแนวต้าน โครงสร้างตลาด price action ปริมาณการซื้อขาย หรือแม้แต่ปัจจัยพื้นฐานและข่าวเศรษฐกิจ การพึ่งพา fib อย่างเดียวเปรียบเหมือนการขับรถโดยมองแค่กระจกมองข้างบานเดียว คุณจำเป็นต้องมีมุมมองรอบด้าน

สุดท้าย พึงระวังกับดักทางจิตวิทยาที่เรียกว่าการมองเห็นสิ่งที่อยากเห็น เมื่อคุณอยากเข้าออเดอร์ คุณอาจลากเส้น fib จนกว่าจะได้ระดับที่สนับสนุนความคิดของคุณ นี่คือการหลอกตัวเอง วิธีป้องกันคือวางแผนก่อนเข้า กำหนดเงื่อนไขให้ชัด และยอมรับว่าบางครั้งการไม่เทรดคือการตัดสินใจที่ดีที่สุด ไม่มีเครื่องมือใดรับประกันกำไร และไม่มีวิธีใดทำให้รวยเร็ว การเทรดที่ยั่งยืนเกิดจากวินัยและการบริหารความเสี่ยงที่ดี ไม่ใช่จากเส้น Fibonacci เพียงอย่างเดียว

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. Fibonacci Retracement คืออะไร?

Fibonacci Retracement คือเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ใช้หาระดับแนวรับแนวต้านที่ราคามีแนวโน้มจะพักตัว โดยลากจากจุดต่ำสุดไปจุดสูงสุดของแนวโน้ม แล้วสร้างเส้นแนวนอนที่ระดับ 23.6%, 38.2%, 50%, 61.8% และ 78.6% เพื่อคาดการณ์จุดกลับตัวของราคา

2. ระดับ Fibonacci ที่สำคัญที่สุดคือระดับไหน?

ระดับ 61.8% หรือ Golden Ratio ถือเป็นระดับที่นักเทรดจับตามากที่สุด รองลงมาคือ 38.2% และ 50% ซึ่งแม้ 50% จะไม่ใช่ตัวเลข Fibonacci แท้ แต่เป็นระดับกลางทางจิตวิทยาที่ราคามักพักตัว

3. ทำไม 50% ถึงอยู่ในเครื่องมือ Fibonacci ทั้งที่ไม่ใช่ตัวเลข Fibonacci?

50% ไม่ได้มาจากลำดับ Fibonacci แต่ถูกเพิ่มเข้ามาเพราะเป็นจุดกึ่งกลางของการแกว่งตัว ตามทฤษฎี Dow ราคามักย่อกลับราวครึ่งหนึ่งของการเคลื่อนไหวก่อนหน้า จึงกลายเป็นระดับที่นักเทรดใช้กันแพร่หลาย

4. วิธีตี Fibonacci ในเทรนด์ขาขึ้นและขาลงต่างกันอย่างไร?

ในเทรนด์ขาขึ้นให้ลากจาก swing low ไปยัง swing high เพื่อหาระดับที่ราคาจะย่อลงมา ส่วนเทรนด์ขาลงให้ลากจาก swing high ไปยัง swing low เพื่อหาระดับที่ราคาจะเด้งขึ้นไป ทิศทางการลากต้องสอดคล้องกับแนวโน้มหลักเสมอ

5. ควรใช้ Fibonacci ในไทม์เฟรมไหน?

ใช้ได้ทุกไทม์เฟรม แต่ระดับ Fibonacci บนไทม์เฟรมใหญ่ เช่น รายวันหรือรายสัปดาห์ มักมีความน่าเชื่อถือมากกว่าไทม์เฟรมเล็ก เพราะมีปริมาณการซื้อขายมากกว่าและสัญญาณรบกวนน้อยกว่า

6. ควรตั้ง Stop Loss ตรงไหนเมื่อเทรดด้วย Fibonacci?

นิยมตั้ง Stop Loss ไว้เลยระดับ Fibonacci ถัดไปเล็กน้อย เช่น หากเข้าที่ 61.8% ให้วาง SL ใต้ระดับ 78.6% หรือใต้ swing low เดิม เพื่อให้มีระยะเผื่อความผันผวนและป้องกันการโดนไล่ปิดออเดอร์ก่อนราคากลับตัว

7. Fibonacci ใช้ได้ผลจริงหรือไม่?

Fibonacci เป็นเครื่องมือช่วยระบุโซนที่มีโอกาสกลับตัว ไม่ใช่สัญญาณซื้อขายตายตัว ความแม่นยำเพิ่มขึ้นมากเมื่อใช้ร่วมกับแนวรับแนวต้าน price action และการบริหารความเสี่ยง ไม่ควรใช้เพียงลำพัง

8. Fibonacci Retracement กับ Fibonacci Extension ต่างกันอย่างไร?

Retracement ใช้หาระดับที่ราคาจะย่อกลับภายในแนวโน้ม เพื่อหาจุดเข้า ส่วน Extension ใช้หาเป้าหมายราคาที่อยู่เลยจุดสูงสุดหรือต่ำสุดเดิมออกไป เช่น 127.2% และ 161.8% เพื่อกำหนดจุดทำกำไร

แชร์บทความนี้:

บทความนี้มีประโยชน์หรือไม่

SW
สมชาย วงศ์กิจกุล
นักวิเคราะห์ Forex 13 ปี

นักวิเคราะห์และนักเทรด Forex ประสบการณ์ 13 ปี เชี่ยวชาญการวิเคราะห์ทางเทคนิคและการบริหารความเสี่ยง มุ่งถ่ายทอดความรู้ให้นักเทรดไทยเข้าใจตลาดอย่างมีเหตุผลและมีวินัย

TradeQuo · สายเทคนิค MT4+MT5 · สเปรดต่ำ · ฝาก $1 เปิดบัญชีฟรี →